ทุกสิ่งเริ่มต้นในปี 1998 เมื่อ BMW ส่งรถรุ่น V12 LM ลงแข่งที่สนาม Le Mans แต่กลับประสบความล้มเหลวเนื่องจากปัญหาด้านเทคนิค จนต้องถอนตัวจากการแข่งขัน แต่ความล้มเหลวในครั้งนั้น กลับเป็นแรงบันดาลใจให้วิศวกรของ BMW ลุกขึ้นมาต่อสู้อีกครั้ง
ในปีต่อมา BMW Motorsport และวิลเลียมส์ เอฟวัน (Williams F1) จับมือกันพัฒนารถรุ่นใหม่ชื่อ V12 LMR ด้วยการออกแบบตัวถังให้มีประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ที่ดียิ่งขึ้น โครงสร้างตัวถังของ BMW V12 LMR แบบโมโนค็อกประกอบขึ้นด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์เกือบทั้งหมด มีปีกหน้า สปอยเลอร์หลัง และดิฟฟิวเซอร์ ช่วยเพิ่มแรงกดอากาศลงบนตัวถัง รวมถึงระบบกันสะเทือนและเบรกที่มีประสิทธิภาพสูง พร้อมกับปรับแต่งเครื่องยนต์เพื่อเพิ่มสมรรถนะ
ด้วยการใช้เครื่องยนต์ V12 ความจุ 6 ลิตร รหัส S70/3 แบบดูดอากาศตามธรรมชาติ ที่มีพละกำลัง 580 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด บนบอดี้ที่มีน้ำหนักเบาเพียง 1,050 กิโลกรัม BMW V12 LMR จึงทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 214 ไมล์ต่อชั่วโมง (342 กม./ชม.) บนทางตรงมูซอง (Mulsanne Straight) ที่เซอร์กิตเดอลาซาร์ท (Circuit de la Sarthe)
BMW V12 LMR ประสบความสำเร็จสูงสุดในการแข่งขัน 24 Hours of Le Mans ปี 1999 หลังการแซงหน้าคู่แข่งรายสุดท้ายอย่าง Toyota ในช่วงวินาทีสุดท้ายของการแข่ง มันเป็นการคว้าแชมป์ที่ Le Mans ครั้งแรกของ BMW พร้อมสร้างตำนานให้กับรถรุ่นนี้ไปตลอดกาล
BMW V12 LMR มีการผลิตเพียง 5 คันเท่านั้น หนึ่งคันพังในระหว่างการทดสอบ ส่วนที่เหลืออีก 4 คัน คันหนึ่งจัดแสดงที่ BMW Museum ในมิวนิค ประเทศเยอรมนี และอีกคันบริษัทออกแบบ Peter Stevens Design ในอังกฤษเป็นเจ้าของ ส่วนอีกสองคันอยู่ในมือของนักสะสมส่วนตัว บริษัทประมูล RM Sotheby's เคยประมูลขาย V12 LMR หนึ่งคัน ในปี 2017 ในราคา 14.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ